เมื่อมีคนป่วยในบ้าน หรือช่วงที่ฝุ่นเยอะ หลายคนอาจสงสัยว่า ใส่แมสนอนไปเลยได้ไหม จะได้ช่วยป้องกันเชื้อโรคตลอดทั้งคืน?
การสวมหน้ากากขณะนอนหลับมีทั้งประเด็นเรื่องความปลอดภัย ความสบาย และประสิทธิภาพในการป้องกันโรค ซึ่งต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
สำหรับผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี การสวมหน้ากากโดยทั่วไปไม่ได้ทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดลงเสมอไป แต่การใส่หน้ากากขณะหลับอาจทำให้รู้สึกอึดอัดและรบกวนคุณภาพการนอนได้ จึงไม่จำเป็นต้องใส่เป็นกิจวัตรหากไม่มีเหตุจำเป็น
ผู้ที่มีโรคประจำตัวด้านระบบทางเดินหายใจหรือภาวะ OSA ควรปรึกษาแพทย์หากต้องการสวมหน้ากากขณะนอนเป็นประจำ
หากรู้สึกหายใจไม่สะดวกหรือมีอาการผิดปกติ ควรถอดหน้ากากและประเมินอาการทันที
หากมีคนป่วยด้วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในบ้าน ควรใช้หลายวิธีร่วมกันเพื่อลดความเสี่ยง
สำหรับทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ไม่ควรใส่หน้ากากให้แม้ขณะหลับ ผู้ดูแลควรล้างมือก่อนสัมผัสลูก สวมหน้ากากขณะตื่นเมื่อจำเป็นต้องอยู่ใกล้ชิดกับเด็กขณะตนเองมีอาการป่วย และจัดสภาพแวดล้อมให้มีอากาศถ่ายเท
สำหรับเด็กอายุ 2 ปีขึ้นไป ควรเลือกหน้ากากที่พอดีกับใบหน้าและใช้ในสถานการณ์ที่เหมาะสมขณะตื่น โดยมีผู้ใหญ่ดูแล
เมื่อจำเป็นต้องอยู่ใกล้ผู้ป่วยหรืออยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ควรเลือกหน้ากากให้เหมาะกับวัตถุประสงค์และสวมให้กระชับกับใบหน้า
เคนโกะมีหน้ากากอนามัยทั้งขนาดผู้ใหญ่และขนาดเด็ก สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ ควรใช้หน้ากากร่วมกับการระบายอากาศที่ดีและวิธีป้องกันอื่น ๆ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ
1. การใส่หน้ากากขณะนอนหลับส่งผลต่อการหายใจหรือไม่?
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร The American Journal of Medicine ปี 2024 ศึกษาผลของการสวมหน้ากากอนามัยผ่าตัด (surgical mask) และ N95 ขณะนอนหลับในผู้ใหญ่สุขภาพดีและผู้ป่วยภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (obstructive sleep apnea; OSA) ระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง
ผลการศึกษาพบว่า ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในตัวชี้วัดการหายใจขณะหลับ อัตราการเต้นของหัวใจ ระดับออกซิเจนในเลือด และความดันโลหิต อย่างไรก็ตาม ผู้เข้าร่วมรู้สึกไม่สบายและมีคุณภาพการนอนลดลง โดยเฉพาะเมื่อสวมหน้ากาก N95 จึงแนะนำให้สวมใส่หน้ากากอนามัยผ่าตัด (surgical mask) จะลดความไม่สบายได้มากกว่า
ผลนี้ช่วยให้เข้าใจว่า การสวมหน้ากากขณะหลับไม่ได้ส่งผลเสียต่อค่าทางสรีรวิทยาที่ตรวจวัดในกลุ่มที่ศึกษา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะสำหรับทุกคน
2. การใส่หน้ากากนอนช่วยผู้ที่เป็นภูมิแพ้หรือหอบหืดได้หรือไม่?
งานวิจัยที่นำเสนอในวารสาร The Journal of Allergy and Clinical Immunology ปี 2013 ศึกษาเด็ก 31 คน (อายุเฉลี่ย 8.4 ปี) ที่เป็นโรคหอบหืดและไวต่อสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นในบ้าน โดยเปรียบเทียบช่วงที่สวมหน้ากาก (Non-woven fabric mask) ขณะนอนหลับเป็นเวลา 4 สัปดาห์ กับช่วงที่ไม่ได้สวมหน้ากาก
ผลพบว่า ในช่วงที่สวมหน้ากาก เด็กมีสัดส่วนวันควบคุมอาการหอบหืดได้เพิ่มขึ้นจาก 82.1% เป็น 90.7% และค่า peak expiratory flow (PEF) ในตอนเช้าเพิ่มขึ้นจาก 263 เป็น 270 ลิตรต่อนาที นอกจากนี้ คะแนนคุณภาพชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ยังดีขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวนไม่มาก และศึกษาเฉพาะเด็กที่เป็นหอบหืดจากภูมิแพ้ จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการใส่หน้ากากนอนจะช่วยคนทั่วไปหรือสามารถป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจได้
การใส่แมสนอนอาจไม่ส่งผลเสียต่อค่าทางสรีรวิทยาที่ตรวจวัดในผู้ใหญ่บางกลุ่ม แต่สามารถทำให้รู้สึกไม่สบายและรบกวนคุณภาพการนอนได้ ส่วนงานวิจัยในเด็กบางกลุ่มพบประโยชน์ต่อการควบคุมอาการหอบหืดจากภูมิแพ้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าการใส่หน้ากากขณะหลับช่วยป้องกันการติดเชื้อได้
หากต้องการลดความเสี่ยงจากเชื้อโรคในบ้าน ควรให้ความสำคัญกับการแยกพื้นที่นอน การระบายอากาศ และการสวมหน้ากากเมื่ออยู่ใกล้ชิดกันขณะตื่น มากกว่าการพึ่งพาการใส่หน้ากากตลอดคืนเพียงอย่างเดียว
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคลได้
