เคยรู้สึกแสบตา เคืองตา หรือเหมือนมีทรายในตา โดยเฉพาะเมื่อต้องทำงานหน้าจอ อยู่ในห้องปรับอากาศ หรือเผชิญลมเป็นเวลานานหรือไม่? อาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับภาวะตาแห้ง (Dry Eye Disease) ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ และอาจส่งผลต่อความสบายตาในการใช้ชีวิตประจำวัน
หนึ่งในอุปกรณ์ที่น่าสนใจสำหรับการดูแลภาวะตาแห้งคือ แว่นกักเก็บความชุ่มชื้น (Moisture-retaining spectacles หรือ Moisture chamber glasses) ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยรักษาความชื้นรอบดวงตาและลดการระเหยของน้ำตา แนวทางนี้ได้รับการกล่าวถึงในรายงาน TFOS DEWS III ซึ่งเป็นรายงานฉันทามติทางวิชาการเกี่ยวกับการดูแลภาวะตาแห้ง
ภาวะตาแห้งเกิดจากความไม่สมดุลของฟิล์มน้ำตาและผิวตา โดยอาจเกิดจากการผลิตน้ำตาไม่เพียงพอ หรือฟิล์มน้ำตาไม่คงตัวและระเหยเร็วเกินไป ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ อายุที่เพิ่มขึ้น ความผิดปกติของต่อมไมโบเมียนบริเวณเปลือกตา การจ้องหน้าจอเป็นเวลานานจนกะพริบตาน้อยลง การอยู่ในห้องปรับอากาศหรือบริเวณที่มีลม รวมถึงยาบางชนิดและโรคประจำตัวบางอย่าง ผู้ที่มีภาวะนี้อาจมีอาการแสบตา เคืองตา รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในตา หรือตามัวเป็นครั้งคราวได้
แว่นกักเก็บความชุ่มชื้นมีการออกแบบให้ขอบแว่นแนบกับบริเวณรอบดวงตา เพื่อจำกัดการไหลเวียนของอากาศระหว่างใบหน้ากับเลนส์ ช่วยรักษาความชื้นบริเวณผิวตา และลดการระเหยของฟิล์มน้ำตา
หลักการทำงานสำคัญ ได้แก่
แว่นบางรุ่นมีช่องสำหรับใส่แผ่นรองเพิ่มความชื้น ซึ่งต้องใช้งานตามคำแนะนำของผู้ผลิต ประสิทธิภาพของแว่นขึ้นอยู่กับการออกแบบและความกระชับของกรอบ หากมีช่องว่างมากจนลมผ่านได้ง่าย ความสามารถในการกักเก็บความชื้นอาจลดลง
TFOS DEWS III (Tear Film & Ocular Surface Society Dry Eye Workshop III) เป็นรายงานทางวิชาการที่ทบทวนหลักฐานเกี่ยวกับการวินิจฉัยและการดูแลภาวะตาแห้ง เผยแพร่ในปี 2025 ระบุแว่นกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในกลุ่ม tear conservation devices หรืออุปกรณ์ที่ช่วยรักษาน้ำตาไว้ เป็นตัวช่วยสำคัญในการคงความเสถียรของฟิล์มน้ำตา ทั้งภาวะตาแห้งแบบ น้ำตาระเหยไว (Lipid Layer Deficiency) และ สร้างน้ำตาได้น้อย (Aqueous Deficiency)
Shen และคณะ ตีพิมพ์งานวิจัยในวารสาร Optometry and Vision Science ปี 2016 โดยศึกษาผู้ที่มีภาวะตาแห้ง 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่สวมแว่นกักเก็บความชุ่มชื้น 15 คน และกลุ่มควบคุม 15 คน พร้อมติดตามตัวชี้วัดเป็นระยะภายใน 90 นาที
ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มที่สวมแว่นมีความสบายตา ความสูงของแถบน้ำตา และระยะเวลาที่ฟิล์มน้ำตาคงตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม โดยตัวชี้วัดหลายรายการให้ผลดีที่สุดประมาณ 60 นาทีหลังเริ่มสวมแว่น
Ogawa และคณะ ตีพิมพ์งานวิจัยในวารสาร Eye & Contact Lens ปี 2018 โดยศึกษาผู้ที่สงสัยว่ามีภาวะตาแห้ง 14 คน ภายใต้การสัมผัสลมที่ควบคุมไว้เป็นเวลา 10 นาที เปรียบเทียบระหว่างการไม่สวมแว่น การสวมแว่นทั่วไป และการสวมแว่นกักเก็บความชุ่มชื้น
ผลพบว่า หลังสัมผัสลม ผู้เข้าร่วมมีคะแนนความรู้สึกตาแห้งต่ำกว่าเมื่อสวมแว่นกักเก็บความชุ่มชื้น นอกจากนี้ การสัมผัสลมยังทำให้อัตราการระเหยของน้ำตาและอัตราการกะพริบตาเพิ่มขึ้นในเงื่อนไขที่ไม่สวมแว่นหรือสวมแว่นทั่วไป ขณะที่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญก่อนและหลังสัมผัสลมเมื่อสวมแว่นกักเก็บความชุ่มชื้น
ผลการศึกษานี้สนับสนุนว่าแว่นอาจช่วยบรรเทาอาการตาแห้งในสภาพแวดล้อมที่มีลมได้ แต่เนื่องจากมีผู้เข้าร่วมเพียง 14 คนและทดสอบในช่วงเวลาสั้น จึงควรตีความผลอย่างระมัดระวัง
แว่นประเภทนี้อาจเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่มีอาการตาแห้งสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม เช่น
ทั้งนี้ การจ้องหน้าจออาจสัมพันธ์กับการกะพริบตาที่ลดลง ส่วนแว่นช่วยจัดการสภาพแวดล้อมรอบดวงตาเป็นหลัก จึงควรดูแลพฤติกรรมการใช้สายตาร่วมด้วย ไม่ควรคาดหวังว่าแว่นจะช่วยแก้ปัจจัยทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับตาแห้ง
หากมีอาการตาแห้งต่อเนื่อง เป็นซ้ำบ่อย หรือไม่ดีขึ้นหลังปรับสภาพแวดล้อม ควรพบจักษุแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุ โดยเฉพาะเมื่อสงสัยว่ามีความผิดปกติของเปลือกตา ต่อมน้ำตา หรือผิวตา หากมีอาการปวดตารุนแรง ตาแดงมาก แพ้แสง หรือการมองเห็นเปลี่ยนแปลง ควรรับการประเมินโดยเร็ว
แว่นกักเก็บความชุ่มชื้นเป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยลดการสัมผัสลมและการระเหยของน้ำตา โดย TFOS DEWS III กล่าวถึงอุปกรณ์ประเภทนี้ในกลุ่มการรักษาที่ช่วยรักษาน้ำตาไว้ ขณะที่งานวิจัยขนาดเล็กบางส่วนพบประโยชน์ต่อความสบายตาและตัวชี้วัดของฟิล์มน้ำตา โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีลม
อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่มีอยู่ยังมีข้อจำกัดด้านจำนวนผู้เข้าร่วมและระยะเวลาติดตาม แว่นจึงควรมองเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลสภาพแวดล้อมรอบดวงตา ไม่ใช่วิธีรักษาที่รับประกันผลในทุกคน การเลือกใช้อย่างเหมาะสมควรพิจารณาจากอาการ สาเหตุ และคำแนะนำของจักษุแพทย์
หมายเหตุ: บทความนี้ให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคลได้
