อาการตาแห้ง แสบตา หรือรู้สึกเหมือนมีทรายในตา อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น น้ำตาระเหยเร็ว การผลิตน้ำตาลดลง หรือสภาพแวดล้อมที่มีลมและอากาศแห้ง แล้วระหว่างการใช้น้ำตาเทียมกับการใส่แว่นกักเก็บความชุ่มชื้น วิธีไหนเหมาะกับคุณมากกว่ากัน?
ทั้งสองวิธีช่วยบรรเทาอาการตาแห้งได้ด้วยกลไกที่แตกต่างกัน น้ำตาเทียมช่วยหล่อลื่นผิวตาโดยตรง ส่วนแว่นกักเก็บความชุ่มชื้นช่วยลดการสัมผัสลมและการระเหยของน้ำตา บทความนี้จะเปรียบเทียบข้อดี ข้อจำกัด และวิธีเลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ต่าง ๆ
น้ำตาเทียม (Artificial tears) เป็นผลิตภัณฑ์หยอดตาที่ช่วยหล่อลื่นและรักษาความชุ่มชื้นบนผิวตา บางสูตรช่วยเพิ่มความคงตัวของฟิล์มน้ำตาหรือลดการระเหยได้ด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์
น้ำตาเทียมมีหลายรูปแบบ โดยพิจารณาเลือกใช้ได้ดังนี้
ตามคำแนะนำของ Mayo Clinic ผู้ที่ต้องใช้น้ำตาเทียมมากกว่า 4 ครั้งต่อวัน หรือมีอาการตาแห้งปานกลางถึงรุนแรง ควรพิจารณาชนิดไม่มีสารกันเสีย อย่างไรก็ตาม ความถี่ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสูตรผลิตภัณฑ์และสภาพดวงตาของแต่ละคน
ข้อควรระวัง: อายุการใช้งานหลังเปิดขวดแตกต่างกันตามผลิตภัณฑ์ ไม่ควรยึดว่าใช้ได้ 1 เดือนเหมือนกันทุกยี่ห้อ ควรอ่านฉลากและวันหมดอายุหลังเปิดใช้ทุกครั้ง ส่วนหลอดชนิดใช้ครั้งเดียวควรทิ้งหลังใช้ตามคำแนะนำ ไม่ควรเก็บไว้ใช้ซ้ำโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้ผลิต
แว่นกักเก็บความชุ่มชื้น (Moisture chamber glasses หรือ moisture chamber goggles) เป็นแว่นที่ออกแบบให้มีขอบแนบกับบริเวณรอบดวงตา เพื่อลดการไหลเวียนของอากาศบริเวณผิวตาและช่วยรักษาความชื้นรอบดวงตา จึงอาจช่วยลดการระเหยของน้ำตาได้
แว่นบางรุ่นมีช่องสำหรับใส่แผ่นรองเพิ่มความชื้น โดยต้องใช้น้ำหรือวัสดุที่ผู้ผลิตกำหนดตามคู่มือของผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่น ไม่ควรเติมน้ำยาหยอดตา ยา หรือสารอื่นลงในช่องดังกล่าวเอง
แว่นประเภทนี้อาจเป็นตัวช่วยสำหรับผู้ที่มีอาการตาแห้งมากขึ้นเมื่ออยู่ในห้องปรับอากาศ ทำงานหน้าจอเป็นเวลานาน หรือสัมผัสลมบ่อย อย่างไรก็ตาม ผลที่ได้รับขึ้นอยู่กับการออกแบบแว่น ความกระชับ และสาเหตุของตาแห้งในแต่ละบุคคล
แว่นกักเก็บความชุ่มชื้นไม่ได้เพิ่มปริมาณน้ำตาที่ร่างกายผลิตโดยตรง และไม่สามารถทดแทนการตรวจหาสาเหตุหรือการรักษาโรคตาแห้งได้ในทุกกรณี
| หัวข้อ | น้ำตาเทียม | แว่นกักเก็บความชุ่มชื้น |
|---|---|---|
| หลักการทำงาน | เพิ่มความหล่อลื่นและความชุ่มชื้นบนผิวตาโดยตรง | ลดการไหลเวียนของอากาศรอบดวงตาและช่วยลดการระเหยของน้ำตา |
| ระยะเวลาที่ช่วยบรรเทาอาการ | ขึ้นอยู่กับสูตรและสภาพดวงตา อาจต้องหยอดซ้ำ | ช่วยขณะสวมใส่ ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับความกระชับและการออกแบบ |
| เหมาะกับใคร | ผู้ที่มีอาการตาแห้งหรือระคายเคือง และผู้ที่ต้องการเพิ่มความหล่อลื่นผิวตา | ผู้ที่มีอาการสัมพันธ์กับลม อากาศแห้ง หรือการระเหยของน้ำตา |
| การดูแลรักษา | รักษาความสะอาดของปลายขวดและปฏิบัติตามคำแนะนำการเก็บรักษา | ทำความสะอาดแว่นและเปลี่ยนแผ่นรองตามคำแนะนำของผู้ผลิต |
| ใช้ร่วมกันได้หรือไม่ | อาจใช้ร่วมกับแว่นได้ตามความเหมาะสม | อาจใช้เสริมการรักษาอื่นได้ แต่ไม่ควรหยุดยาหยอดตาที่แพทย์สั่งเอง |
งานวิจัยของ Huang และคณะ ตีพิมพ์ในวารสาร BMC Ophthalmology ปี 2023 ศึกษาผู้เข้าร่วม 78 คนที่ได้รับการผ่าตัดแก้ไขสายตาด้วยวิธี SMILE หรือ FS-LASIK โดยเปรียบเทียบการรักษามาตรฐานกับการรักษามาตรฐานร่วมกับการสวมแว่นกักเก็บความชุ่มชื้นหลังผ่าตัด
ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มที่สวมแว่นมีค่าความสูงของแถบน้ำตา (Tear meniscus height) สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในบางช่วงเวลาหลังผ่าตัด อย่างไรก็ตาม ตัวชี้วัดอื่นบางรายการไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกช่วงเวลาที่ติดตาม
งานวิจัยนี้มีข้อจำกัด ได้แก่ จำนวนผู้เข้าร่วมไม่มาก ไม่มีการสุ่มจัดกลุ่ม และศึกษาเฉพาะผู้ที่ได้รับการผ่าตัดแก้ไขสายตา จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าแว่นกักเก็บความชุ่มชื้นทุกชนิดมีประสิทธิภาพเท่ากัน หรือให้ผลเหมือนกันในผู้ที่มีอาการตาแห้งจากสาเหตุอื่น
โดยสรุป แว่นกักเก็บความชุ่มชื้นมีข้อมูลสนับสนุนว่าอาจเป็นตัวช่วยเสริมการดูแลตาแห้งในบางสถานการณ์ แต่ยังไม่ควรใช้หลักฐานนี้เพื่อกล่าวอ้างว่าแว่นสามารถรักษาตาแห้งได้ทุกประเภท หรือใช้ทดแทนน้ำตาเทียมได้
ทั้งสองวิธีมีกลไกแตกต่างกัน จึงอาจใช้เสริมกันได้ เช่น ใช้น้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความหล่อลื่นผิวตา และสวมแว่นเพื่อลดการสัมผัสลมขณะทำงาน โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่อากาศแห้ง
ไม่สามารถสรุปได้สำหรับทุกคน แว่นช่วยลดการระเหยของน้ำตา แต่ไม่ได้เพิ่มความหล่อลื่นบนผิวตาโดยตรง หากยังมีอาการตาแห้งหรือต้องใช้น้ำตาเทียมตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรหยุดใช้เองเพียงเพราะเริ่มสวมแว่น
ไม่จำเป็นต้องเหมาะกับทุกคน แว่นอาจช่วยได้เมื่ออาการสัมพันธ์กับลมหรือการระเหยของน้ำตา แต่ผู้ที่มีความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับผิวตา (Ocular surface related dry eye) อาจต้องได้รับการตรวจและรักษาเพิ่มเติม
แบบหลอดใช้ครั้งเดียวหลายผลิตภัณฑ์เป็นชนิดไม่มีสารกันเสีย ส่วนแบบขวดมักใช้ได้หลายครั้งและอาจมีสารกันเสีย แต่มีผลิตภัณฑ์หลายรูปแบบในท้องตลาด จึงควรตรวจสอบฉลากก่อนเลือกใช้ ไม่ควรพิจารณาจากบรรจุภัณฑ์เพียงอย่างเดียว
ควรพบจักษุแพทย์หากอาการตาแห้งเป็นต่อเนื่องหรือไม่ดีขึ้นหลังดูแลตัวเอง หากมีอาการปวดตารุนแรง ตาแดงมาก แพ้แสง หรือการมองเห็นเปลี่ยนแปลง ควรรับการประเมินโดยเร็ว ไม่ควรสันนิษฐานว่าเกิดจากตาแห้งเพียงอย่างเดียว
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากจักษุแพทย์ได้
