คุณกะพริบตาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่? พฤติกรรมเล็ก ๆ ที่อาจทำให้ตาแห้งโดยไม่รู้ตัว

เคยสังเกตตัวเองไหมว่า เวลาที่กำลังอ่านหนังสือ ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ หรือไถโทรศัพท์มือถืออย่างเพลิดเพลิน เราอาจจ้องหน้าจอโดยแทบไม่รู้ตัวว่ากะพริบตาน้อยลงไปแค่ไหน

พฤติกรรมเล็ก ๆ นี้อาจดูเหมือนไม่มีอะไร แต่รู้หรือไม่ว่า การกะพริบตาเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยรักษาความชุ่มชื้นและปกป้องผิวดวงตา การกะพริบตาที่ลดลงหรือกะพริบไม่เต็มที่ อาจส่งผลต่อความคงตัวของฟิล์มน้ำตาและเป็นปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับภาวะตาแห้งได้

1. การกะพริบตาสำคัญกว่าที่คิด

โดยปกติผู้ใหญ่จะกะพริบตาประมาณ 1520 ครั้งต่อนาทีในสภาวะทั่วไป ทั้งนี้ความถี่ในการกะพริบตาอาจแตกต่างกันตามบุคคลและกิจกรรมที่กำลังทำ

แม้เราไม่ต้องตั้งใจสั่งการ แต่ทุกครั้งที่กะพริบตา เปลือกตาจะช่วยกระจายฟิล์มน้ำตาให้เคลือบผิวดวงตาอย่างสม่ำเสมอ

ฟิล์มน้ำตามีหน้าที่สำคัญ ได้แก่

  • ช่วยหล่อลื่น ลดแรงเสียดทานระหว่างเปลือกตากับผิวดวงตา
  • รักษาความชุ่มชื้นและช่วยลดการระเหยของน้ำตา
  • ช่วยชะล้างสิ่งแปลกปลอมและปกป้องผิวดวงตา
  • ช่วยให้ผิวกระจกตาเรียบสม่ำเสมอ เพื่อการมองเห็นที่ชัดเจน

2. ทำไมเวลาจ้องหน้าจอ เราจึงกะพริบตาน้อยลง?

เมื่อเราจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยเฉพาะการอ่านหรือทำงานผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ ความถี่ในการกะพริบตามักลดลงโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากความสนใจจดจ่ออยู่กับข้อมูลที่อยู่ตรงหน้า

งานวิจัยหลายฉบับพบว่า การใช้สายตาผ่านหน้าจออาจทำให้ความถี่ในการกะพริบตาลดลงอย่างชัดเจน โดยระดับการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับลักษณะงานและสภาพแวดล้อม

นอกจากกะพริบตาน้อยลงแล้ว บางคนยังมีพฤติกรรมกะพริบตาไม่เต็มที่ (Incomplete blinking) คือ การที่เปลือกตาบนปิดลงไม่สุด ทำให้ไม่สามารถปิดคลุมผิวกระจกตาที่เปิดสัมผัสอากาศได้อย่างสมบูรณ์

ผลที่ตามมาคือ ฟิล์มน้ำตาอาจกระจายได้ไม่ทั่วถึง ทำให้ผิวดวงตาบางบริเวณสัมผัสกับอากาศมากขึ้น ส่งผลต่อความคงตัวของฟิล์มน้ำตาและอาจเพิ่มการระเหยของน้ำตา

3. กะพริบตาไม่เต็มที่ ส่งผลอย่างไรต่อดวงตา?

งานวิจัยของ Wang และคณะ (2018) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร The Ocular Surface ศึกษาผู้เข้าร่วม 154 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่มีการกะพริบตาไม่เต็มที่และกลุ่มที่กะพริบตาได้สมบูรณ์ กลุ่มละ 77 คน

ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มที่กะพริบตาไม่เต็มที่มีสัดส่วนผู้ที่เข้าเกณฑ์วินิจฉัยภาวะตาแห้งตาม TFOS DEWS II สูงกว่ากลุ่มที่กะพริบตาได้สมบูรณ์ (64% เทียบกับ 44%) สะท้อนให้เห็นว่า การกะพริบตาให้เต็มที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าจำนวนครั้งที่กะพริบตา และมีความสัมพันธ์กับสุขภาพของผิวดวงตาและความคงตัวของฟิล์มน้ำตา

เมื่อฟิล์มน้ำตาไม่สามารถเคลือบผิวดวงตาได้อย่างเหมาะสม อาจทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น

  • ตาแห้ง รู้สึกฝืดหรือระคายเคือง
  • แสบตา เคืองตา หรือรู้สึกเหมือนมีทรายอยู่ในตา
  • ตาแดง หรือรู้สึกไม่สบายตา
  • มองเห็นไม่ชัดเป็นช่วง ๆ และอาจดีขึ้นหลังจากกะพริบตา
  • รู้สึกเมื่อยล้าดวงตาเมื่อต้องใช้สายตาต่อเนื่องเป็นเวลานาน

อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการกะพริบตาน้อยเพียงอย่างเดียว เพราะภาวะตาแห้งยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่น ๆ เช่น การสร้างน้ำตาที่ลดลง ความผิดปกติของต่อมไขมันบริเวณเปลือกตา อายุที่เพิ่มขึ้น และสภาพแวดล้อมที่มีอากาศแห้งหรือมีลมจากเครื่องปรับอากาศ

4. วิธีดูแลดวงตา เริ่มต้นได้จากการกะพริบตาให้เต็มที่

แม้เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้หน้าจอได้ทั้งหมด แต่สามารถปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงและบรรเทาอาการไม่สบายตาได้

1. ฝึกกะพริบตาให้เต็มที่

เมื่อรู้ตัวว่ากำลังจ้องหน้าจอ ลองหยุดและกะพริบตาช้า ๆ โดยปิดเปลือกตาให้สนิทอย่างนุ่มนวล ทำซ้ำประมาณ 510 ครั้ง เพื่อช่วยให้ฟิล์มน้ำตากระจายทั่วผิวดวงตา

2. ใช้กฎ 20-20-20

ทุก ๆ 20 นาทีของการใช้สายตาระยะใกล้ ให้พักสายตาโดยมองวัตถุที่อยู่ไกลออกไปประมาณ 20 ฟุต (6 เมตร) เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที วิธีนี้ช่วยลดความเมื่อยล้าจากการเพ่งมองระยะใกล้

3. ปรับตำแหน่งหน้าจอให้เหมาะสม

ควรวางหน้าจอให้ต่ำกว่าระดับสายตาเล็กน้อย เพื่อลดการเปิดของเปลือกตาและลดพื้นที่ผิวดวงตาที่สัมผัสกับอากาศ

4. หลีกเลี่ยงลมเป่าบริเวณดวงตาโดยตรง

ไม่ควรนั่งให้เครื่องปรับอากาศหรือพัดลมเป่าบริเวณใบหน้าโดยตรง เพราะอาจเพิ่มการระเหยของน้ำตา

5. ดูแลสุขภาพเปลือกตา

หากมีภาวะต่อมไขมันที่เปลือกตาทำงานผิดปกติ ควรปรึกษาจักษุแพทย์เกี่ยวกับการประคบอุ่นและการทำความสะอาดขอบเปลือกตาอย่างเหมาะสม

5. เมื่อไรควรพบจักษุแพทย์?

หากมีอาการตาแห้ง แสบตา เคืองตา หรือมองเห็นไม่ชัดเป็น ๆ หาย ๆ อย่างต่อเนื่อง แม้จะปรับพฤติกรรมแล้ว ควรเข้ารับการตรวจโดยจักษุแพทย์ เพื่อประเมินสาเหตุและเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม

โดยเฉพาะหากมีอาการปวดตารุนแรง ตาแดงมาก แพ้แสง หรือการมองเห็นเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ควรเข้ารับการตรวจโดยเร็ว

อย่ารอให้ดวงตาส่งสัญญาณเตือนแล้วจึงเริ่มดูแล เพราะบางครั้งการดูแลดวงตาที่ดี อาจเริ่มต้นได้ง่าย ๆ จากการกะพริบตาให้เต็มที่ในทุก ๆ วัน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • TFOS DEWS II. Introduction and Diagnostic Methodology / Pathophysiology Reports.
  • TFOS DEWS III. Management and Therapy Report.
  • Wang MTM, Tien L, Han A, et al. Impact of blinking on ocular surface and tear film parameters. Ocul Surf. 2018;16(4):424429


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้