หน้ากากอนามัยเป็นของใช้ประจำวันที่หลายคนมีความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการใช้งานอยู่ไม่น้อย บางความเชื่ออาจทำให้ป้องกันเชื้อโรคได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ หรือแย่กว่านั้นคือเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว มาเช็กกันว่าความเชื่อไหนที่ควรเลิกเชื่อได้แล้ว
ความจริง: ประสิทธิภาพการป้องกันไม่ได้ขึ้นกับความหนาของหน้ากากอนามัย (ไม่งั้นเราคงเอาทิชชู่หนาๆ มาปิดปากปิดจมูกแทนได้ไปแล้ว)
ประสิทธิภาพการป้องกันเชื้อโรคขึ้นอยู่กับจำนวนชั้นกรองและคุณภาพของชั้นกรอง (Meltblown) หากหนาแต่ไม่มีชั้นกรอง หรือชั้นกรองไม่ได้มาตรฐานก็กันเชื้อโรคไม่ได้ หรือกันได้ไม่ดีพอ แถมยังทำให้หายใจอึดอัดแทน
ความจริง: ถึงแม้หน้าตาอาจจะเหมือนกันหรือคล้ายกัน แต่ไม่ได้แปลว่าวัสดุที่ใช้ คุณภาพ รวมถึงผลการทดสอบจะเหมือนกัน
เพราะหน้ากากอนามัยทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรคและต้องสัมผัสใบหน้าเราตลอดเวลา การเลือกหน้ากากอนามัยจึงเป็นเรื่องสำคัญ! ควรเลือกที่มีมาตรฐาน เช่น ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเครื่องมือแพทย์ มีผลทดสอบทางห้องปฏิบัติการ (เช่น ค่า BFE, VFE, PFE) อย่างชัดเจน ผ่านการทดสอบการแพ้หรือการระคายเคืองผิว ไม่งั้นเราอาจจะได้รักษาผื่นแพ้หรือผิวอักเสบแทน
ความจริง: ไม่เสมอไป หากเป็นหน้ากากกันฝุ่นทั่วไป อาจไม่สามารถกันเชื้อโรคได้
หน้ากากที่กันเชื้อโรคได้ จะต้องมีผลทดสอบทางห้องปฏิบัติการ เช่น ค่า BFE, VFE, PFE, ค่าความแตกต่างของความดันอากาศ (ประเมินความสะดวกในการหายใจขณะสวมแมสก์) เป็นต้น และได้รับการรับรองตรวจสอบจากหน่วยงานที่ดูแลกำกับสินค้ากลุ่มนี้ เช่น การขึ้นทะเบียนเป็นเครื่องมือแพทย์ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ความจริง: หน้ากากอนามัยทางการแพทย์เป็นชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use)
ถ้าจำเป็นต้องใส่แมสก์ตลอดทั้งวัน/ทั้งคืน ควรเปลี่ยนแผ่นใหม่ทุกๆ 4-6 ชั่วโมง เพราะหน้ากากมีความชื้นจากเหงื่อหรือลมหายใจ ประสิทธิภาพของประจุไฟฟ้าสถิตในการดักจับเชื้อโรคจะลดลง รวมถึงเป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรียด้วย
ความจริง: เป็นความเข้าใจที่ผิด แอลกอฮอล์จะทำลายสารเคลือบกันน้ำและชั้นกรองไฟฟ้าสถิตของหน้ากากอนามัย ทำให้ประสิทธิภาพการกรองเชื้อโรคและฝุ่นละอองลดลงทันที
ความจริง: กระดาษทิชชู่ไม่ได้มีส่วนช่วยกรองเชื้อโรค การรองกระดาษทิชชู่เพิ่ม อาจทำให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคและแบคทีเรีย หน้ากากไม่แนบสนิทกับใบหน้า แถมทำให้อึดอัด หายใจไม่สะดวกมากกว่าเดิม
ความจริง: ผู้ติดเชื้อจำนวนมากอาจไม่แสดงอาการ แต่สามารถเป็นพาหะแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้
หากเรามีอาการเพียงเล็กน้อย หรือไม่มีอาการแต่ไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยง/แออัดมาก ควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อที่มองไม่เห็นไปสู่ผู้อื่น โดยเฉพาะบ้านที่มีกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ
การเลือกและใช้หน้ากากอนามัยให้ได้ผลจริง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความหนาหรือหน้าตาภายนอก แต่ขึ้นอยู่กับมาตรฐานการผลิต คุณภาพชั้นกรอง และวิธีใช้ที่ถูกต้อง เช่น เปลี่ยนตามระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่ฉีดแอลกอฮอล์หรือรองทิชชู่เพิ่ม และสวมใส่แม้ไม่มีอาการเมื่ออยู่ในพื้นที่เสี่ยง เพื่อป้องกันทั้งตัวเองและคนรอบข้างได้อย่างแท้จริง
บทความที่เกี่ยวข้อง: มาตรฐาน ASTM คืออะไร หน้ากากอนามัย Level 1 2 3 ต่างกันยังไง | วิธีเลือกหน้ากากอนามัยสำหรับเด็กให้เหมาะสม






